Showing posts with label Vim. Show all posts
Showing posts with label Vim. Show all posts

May 28, 2012

vi: ตั้งค่าให้ highlight ตามภาษาที่กำหนด

ในบาง project เราอาจได้เจอไฟล์ที่ลงท้ายด้วยนามสกุลใน format ของตัวเอง หรือบางทีก็ต้องการเปลี่ยนไป highlight ในภาษาอื่นๆ สามารถใช้คำสั่งเช่น

เพื่อเปลี่ยนการ highlight จากภาษา C ไปเป็นภาษา Python ได้

แต่การสั่งตามข้างบนนี้ จะมีผลเพียงแค่การแก้ไขเอกสารครั้งนั้นๆ ถ้าต้องการให้มีผลไปตลอด ให้เปิดไฟล์ .vimrc มาแล้วเพิ่มบรรทัดนี้เข้าไป

โดยเปลี่ยนส่วน *.ext เป็นชื่อไฟล์ที่ต้องการกำหนด highlight และเปลี่ยน language เป็นภาษาที่ต้องการ เช่นจากข้างต้นจะได้

January 8, 2012

vi: เลื่อนหน้าเอกสาร

ในหลายตอนก่อน เราพบว่าการเลื่อนหน้าเอกสารนั้น นอกจากจะใช้ [j], [k] และ [Number] [g] เพื่อไปยังจุดต่างๆ ที่ต้องการได้แล้ว เรายังมีคำสั่งสำหรับเลื่อนหน้าอีกดังนี้

เลื่อน cursor ไปยังหัว/กลาง/ท้ายในหน้านั้นๆ ใช้ [H], [M], [L] ตามลำดับ



ส่วนการเลื่อนหน้าเอกสารไปด้วย จะใช้ [Ctrl]+[f] และ [Ctrl]+[d] เพื่อเลื่อนลง ดังนี้

ส่วนการเลื่อนย้อนกลับจากข้างต้น ก็ใช้ [Ctrl]+[b] และ [Ctrl]+[u] ตามลำดับ



อนึ่ง เมื่อต้องการเลื่อนเอาบรรทัดที่ cursor อยู่มาไว้ตรงกลางหน้าจอ ทำได้โดยการกด [z] [z] ครับ

January 5, 2012

vi: แยกหน้าต่างเปิดหลายไฟล์

เราสามารถแบ่งหน้าจอการแสดงผล vi ได้โดยคำสั่งใน last line mode คือ

(ถ้าไม่ใส่ชื่อไฟล์เข้าไป จะเป็นการสร้างไฟล์เปล่าขึ้นมาครับ)

ซึ่งจะทำการแบ่งหน้าจอในแนวนอน (horizontal) ถ้าต้องการแบ่งหน้าตอในแนวตั้ง (vertical) ให้ใช้คำสั่ง

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเผลอพิมพ์คำสั่งแบ่งหน้าจอพลาดไปแล้ว และต้องการแค่เปลี่ยนวิธีแบ่งหน้าจอ สามารถกดคำสั่งเหล่านี้ได้

note นิดนึงว่าถ้าเปิดไฟล์มาผิดไฟล์ สามารถเปิดไฟล์บนหน้าต่างนั้นได้ด้วยคำสั่ง



การย้ายหน้าต่างที่เราทำงาน ให้กด [Ctrl]+[w] นำ แล้วตามด้วยปุ่มทิศทาง [h], [j], [k], [l] ของหน้าต่างที่จะย้ายไปทำงาน แต่ถ้ามีหน้าต่างไม่เยอะมาก อาจใช้

เพื่อสลับระหว่างหน้าต่างได้เช่นกัน



การเพิ่ม-ลดขนาดหน้าต่างในแนวนอน สามารถทำได้โดยกด

ที่น่าสนใจคือ เราสามารถกำหนด prefix number ได้ด้วย เช่น [3] [+] [Ctrl]+[w]

ส่วนการเพิ่ม-ลดขนาดในแนวตั้ง ใช้ [<] กับ [>] แทนครับ



สุดท้าย คือเมื่อเราจัดหน้าต่างทำงานอย่างสวยงามแล้ว แต่เราต้องกลับไป build-test บน shell แล้วไม่อยากออกโปรแกรม vi เพราะต้องกลับเข้ามาจัดหน้าต่างใหม่อีก ตรงนี้สามารถแวะเข้า shell โดยคำสั่งนี้ก่อนได้ครับ

เมื่อทำงานบน shell เสร็จแล้ว จะกลับเข้าโปรแกรม vi ก็สั่ง exit จาก shell ได้เลย

ส่วนการปิด vi ที่มีหลายๆ หน้าต่าง ทำได้โดยเติมตัว a หลัง :q (ถ้าไม่เติม a จะเป็นการปิดทีละหน้าต่าง) ครับ

December 26, 2011

vi: ค้นหาข้อความในเอกสาร

ในตอนที่ผ่านๆ มา เรารู้แล้วว่าสามารถค้นหาตัวอักษรในบรรทัดได้ด้วย [f] และ [t] ส่วนการค้นหาข้อความทั้งเอกสาร สามารถทำได้โดยเอา cursor ไปวางไว้ที่คำที่ต้องการค้นหา แล้วกด [*] หรือ [#]



สำหรับการค้นหาโดยคำที่ต้องการ จะใช้คำสั่งใน last line mode คือ /text [Enter] ครับ

การเลื่อนไปหาคำถัดไปทำได้โดยปุ่ม [n] ส่วนค้นหาย้อนกลับก็ใช้ [N]

สิ่งที่ต้องระวังคือ ข้อความที่ค้นหานี้ถือเป็น regex ครับ ซึ่ง
  • ., *, \, [, ], ^, $ ถือว่าเป็นอักขระ regex ถ้าต้องการใช้แทนอักขระทั่วไปให้ใส่ \ นำหน้า
  • +, ?, |, {, }, (, ) ถือว่าเป็นอักขระทั่วไป ถ้าต้องการใช้แบบ regex ให้ใส่ \ นำหน้า


การ wrap ข้อความที่จะค้นหาใช้ \< และ \> (ซึ่งจะเหมือนกับการใช้ [*] ครับ)

นอกจาก /text [Enter] แล้ว ยังมี ?text [Enter] อีก ซึ่งจะหาในทิศทางกลับกันนั่นเอง



การ replace คำจะใช้คำสั่ง last line mode คือ :s/find/replace/option เช่น


แต่ทั้งหมดนี้ จะเป็นการกระทำบนบรรทัดที่เราอยู่เพียงบรรทัดเดียวเท่านั้น การสั่งให้ทำกับส่วนต่างๆ ของเอกสารต้องเพิ่ม line modifier เข้าไปด้วย คือ

November 25, 2011

vi: แก้ไขเอกสารสำหรับโปรแกรมเมอร์

ลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ สำหรับคนใช้ vi เขียนโปรแกรมครับ

โดยปรกติ เวลาแก้ไขไฟล์ vi จะ auto-indent ให้อยู่แล้ว (สำหรับไฟล์ code ที่โปรแกรมรู้จัก) ถ้าต้องการ indent เอง ใช้ [<] หรือ [>] แล้วตามด้วย suffix เพื่อ indent เพิ่ม/ลดระดับความลึก code ของเรา
แต่ถ้าอยู่ใน insert mode การกด [Esc] บ่อยๆ เพื่อออกมาใช้คำสั่งเหล่านี้คงไม่เข้าท่าเท่าไหร่ ตรงนี้เราสามารถใช้ [Tab] (หรือ [Ctrl]+[t]) กับ [Ctrl]+[d] เพื่อเพิ่ม/ลดระดับความลึกของการ indent ได้ครับ
นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้ [=] ตามด้วย suffix เพื่อสั่ง auto-indent code ที่ indent มั่วๆ ได้อีกด้วย

หมายเหตุว่าบางภาษาก็ไม่รองรับความสามารถนี้ เช่น Python ที่ต้อง indent เองครับ



ส่วนการเปลี่ยน case ของอักษรภาษาอังกฤษ ทำได้โดย [~]

November 21, 2011

vi: แก้ไขเอกสารขั้นสูง

เช่นเดียวกับตอนก่อน การแก้ไขเอกสารก็มีลูกเล่นอีกมากมาย เช่น [o], [O] จะขึ้นบรรทัดใหม่ด้านล่าง/บนแล้วเข้าสู่ insert mode

ส่วน [J] จะทำการเชื่อมบรรทัดด้านล่างของ cursor ขึ้นมา

สังเกตว่า ถ้าใส่เลขมากกว่าจำนวนบรรทัดที่เหลืออยู่ คำสั่ง [J] จะไม่สามารถทำงานได้ครับ



การแก้ไขตัวอักษรที่ผิดนั้น สามารถทำได้โดยการใช้ [r] ตามด้วยอักษรที่ต้องการเปลี่ยนให้มัน

นี่เป็นการแก้ไขทีละตัวๆ เท่านั้น ถ้าต้องการเปลี่ยนอักษรหลายตัวให้ใช้ [R]

ซึ่งจะเห็นว่าเป็นการพิมพ์ทับข้อความเดิม ถ้าต้องการลบตัวอักษรแล้วพิมพ์ใหม่ลงไป ให้ใช้ [s] แทน

หรือถ้าไม่ชอบใจทั้งบรรทัดเลย ก็กด [S] ครับ



เนื่องจาก [s] นั้นต้องนับอักษรแล้ววางตัวเลขเป็น prefix เท่านั้น ในกรณีนี้เราอาจใช้ [c] แล้วตามด้วย suffix เอาแทนได้

คำสั่งประเภทนี้ มักใช้การซ้ำตัวมันเองเพื่อกระทำการกับทั้งบรรทัด กรณีนี้ [c] [c] คือการเปลี่ยนทั้งบรรทัด

อีกคำสั่งใช้บ่อยที่ปรกติเราต้องนับอักษรเป็นตัวๆ คือ [x] ในกรณีนี้สามารถใช้ [d] เพื่อตามด้วย suffix ได้

เช่นกันครับ [d] [d] จะลบบรรทัดทิ้งทั้งบรรทัด


ถึงแม้ว่าการใช้คำสั่งที่มี suffix จะสะดวกมากกว่าพวกที่ใช้ prefix อย่างเดียว แต่ในบางกรณีเราก็ต้องการมากกว่านั้น คำสั่ง [v] จะเปิด visual mode เพื่อให้เรา highlight ตัวอักษรเอาได้ครับ

สังเกตว่า การใช้ [v] เพื่อ highlight สามารถใช้ได้กับคำสั่งได้ทั้ง prefix และ suffix เลยครับ (โดยที่ไม่ต้องส่งผ่านค่า prefix/suffix เข้าไปด้วย)



การคัดลอกข้อความ สามารถทำได้โดย [y] ตามด้วย suffix เลือกคำ (หรือทำใน visual mode ก็ได้) และวางโดยใช้ [p]

สิ่งที่ต้องระวังคือ การลบตัวอักษรด้วย [x] หรือ [d] จะเทียบเท่ากับการคัดลอกตัวอักษรนั้นไปเก็บไว้สำหรับ [p] ด้วยครับ

November 11, 2011

vi: บังคับเคอร์เซอร์ขั้นสูง

ในการจัดการกับข้อความจำนวนมากๆ การใช้ [h] [j] [k] [l] ค่อยๆ เลื่อนดูเอกสารอาจไม่ใช่ทางที่ดีที่สุด เราสามารถสั่งให้เลื่อนไปเป็นคำๆ ได้โดยปุ่ม [w], [W] ดังนี้

และสำหรับปุ่ม [e], [E]

สำหรับการเลื่อนย้อนกลับ ทำได้โดยปุ่ม [b], [B] โดยมันจะทำงานในทิศทางตรงข้ามกับปุ่ม [w], [W] และ [g] [e], [g] [E] ในทิศตรงข้ามกับ [e], [E] ตามลำดับ

หมายเหตุว่า ในกรณีที่มีหลายบรรทัด มันจะกระโดดไปยังคำในบรรทัดถัดไปด้วยนะครับ



ปุ่ม [g] เป็น command ประเภทที่ไม่ทำทันที มันต้องการคำสั่งอื่นมาเติมเต็มให้ถูกต้องถึงจะทำงานได้ (ซึ่งจริงๆ เราเคยเจอ command แบบนี้มาแล้ว คือปุ่มตัวเลข [Number] ที่ใช้เป็น prefix ต่างๆ) สำหรับปุ่ม [g] ที่ควรรู้คือ [g] [g] ซึ่งใช้สำหรับกระโดดข้ามไปบรรทัดแรกสุดของไฟล์

ส่วนการกระโดดไปบรรทัดต่างๆ ในไฟล์ สามารถทำได้โดยใช้ปุ่ม [Number] [G] หรือจะใช้ [Number] [%] เพื่อบอกตำแหน่งแบบคร่าวๆ ก็ได้ครับ

สังเกตว่า การกระโดดทั้งหมดนี้ cursor จะโผล่ไปที่ด้านหน้าของบรรทัดเสมอครับ



สำหรับปุ่ม [%] เปล่าๆ จะเป็นการเลื่อน cursor หาคู่ของวงเล็บของตัวถัดไปที่พบครับ



แม้ว่าเราจะสามารถใช้ [w] เพื่อเลื่อน cursor ไปยังคำต่างๆ ภายในบรรทัดได้อย่างรวดเร็ว แต่เรายังมีวิธีที่เร็วกว่าสำหรับการเลื่อนไปยังจุดเริ่ม/จบของบรรทัด คือการใช้ [0], [^] และ [$]

อาจจะจำยากหน่อย แต่ถ้าได้รู้จักกับ regex แล้วจะเข้าใจว่าทำไมครับ ;)



ส่วนการกระโดดไปยังอักษรที่ต้องการทันที ทำได้โดยปุ่ม [f], [F] และ [t], [T] ครับ

การ repeat การค้นหาเดิมซ้ำๆ สามารถทำได้โดยปุ่ม [;] (ไม่ค่อยมีประโยชน์กับ [t], [T] เท่าไหร่ เพราะมันจะหาได้เป็นตัวเดิม)

การหาแบบนี้จะไม่ข้ามไปยังบรรทัดอื่นครับ

November 8, 2011

vi: ปรับแต่งให้เหมาะกับการเขียนโปรแกรม

ใน vi มีโหมดหลักๆ อยู่ 3 โหมดด้วยกัน (ที่อื่นอาจบอกว่ามีมาก/น้อยกว่า) ดังนี้
  1. command mode เมื่อเปิดโปรแกรมมาก็จะเจอโหมดนี้ เราสามารถใช้ปุ่มอย่าง [j] [k] เพื่อเลื่อน cursor หรือกด [x] เพื่อลบอักษรบางตัวได้
  2. last line mode จริงๆ แล้วคือโหมดเดียวกับข้างบน แต่ต้องจบคำสั่งด้วย [Enter] เพื่อให้คำสั่งทำงาน เช่น :q [Enter] เพื่อออกโปรแกรม ซึ่งเราสามารถกด [Tab] เพื่อทำ auto-complete เหมือนได้ด้วย
  3. insert mode เป็นโหมดพิมพ์แก้ไขเอกสาร ซึ่งสามารถเปิดโหมดนี้ได้โดยปุ่มเช่น [i] [a] จาก command mode และออกจากโหมดนี้โดยปุ่ม [Ecs]
และสำหรับที่นี่ (สรุปจากตอนก่อนๆ)
  • เมื่ออยู่ใน command mode จะใช้ [ ] ล้อมปุ่ม เช่น [i] (หวังว่าคงไม่สับสนเวลาเจอ [[], []])
  • ถ้ามีการกดปุ่มตัวเลข จะรวบเลขหลายๆ ตัวอยู่ใน [ ] เดียว เช่น [20] [i]
  • ส่วนที่ last line mode จะไม่ล้อมรอบการกดปุ่มต่างๆ ยกเว้นตอนจบจะแสดง [Enter] เสมอ
  • ปุ่มที่ต้องกด [Shift] จะใช้ตัวใหญ่ไปเลย เช่น [Shift]+[a] ย่อเป็น [A]
  • แต่ [Ctrl]+[ ] และ [Alt]+[ ] ไม่ย่อครับ



ปรกติ (เมื่อทำงานกับไฟล์ที่มีนามสกุลเป็น source code ของ programming language ต่างๆ) โปรแกรม Vim จะทำ syntax highlighting ให้อยู่แล้ว ถ้าไม่ได้ทำให้ ลองพิมพ์คำสั่ง

ดูครับ (ถ้ายังไม่ได้อีก ให้ลองหาโปรแกรม Vim รุ่นใหม่มาติดตั้งดู)

อีกเรื่องคือการตั้งค่าให้แปลงการ indent ด้วย tab เป็น space สามารถใช้คำสั่งนี้

แต่การใส่คำสั่งนี้ลงไป จะส่งผลแค่ตอนที่เราเปิดโปรแกรมเท่านั้น เมื่อปิดโปรแกรมแล้วต้องพิมพ์คำสั่งเหล่านี้ใหม่ตลอด ทางแก้คือการเข้าไปแก้ไขไฟล์ vimrc ซึ่งสามารถทำได้โดย

เมื่อเปิดไฟล์ขึ้นมา ให้เพิ่มบรรทัดนี้เข้าไปด้านบนสุดครับ
เท่านี้ เราก็มีความสุขกับการเขียนโปรแกรมแล้วครับ ;)

November 5, 2011

vi: แก้ไขข้อความขั้นพื้นฐาน

การเพิ่มข้อความ ทำได้โดยกดปุ่ม [i] (จะเห็นว่าบรรทัดล่างสุดบอก -- INSERT --) แล้วค่อยพิมพ์ข้อความ

สังเกตว่า ถ้าที่มีข้อความอยู่ก่อนแล้ว มันจะเป็นการแทรกข้อความใหม่ด้านหน้าข้อความเดิมที่ cursor ชี้อยู่ เช่น

ในกรณีนี้ ให้ใช้ปุ่ม [a] เพื่อเพิ่มข้อความแทน ข้อความใหม่จะไปอยู่ด้านท้ายครับ

เรายังสามารถใช้ prefix number กับการพิมพ์ข้อความได้เช่นกัน (ในกรณีที่ต้องกดปุ่มตัวเลขมากกว่า 1 ครั้ง ขอครอบไว้ใน [Number] เดียวนะครับ)

หมายเหตุว่าพิมพ์เสร็จ ต้องกดปุ่ม [Esc] ก่อนถึงจะเห็นผลนะครับ



ในกรณีที่เราต้องการเพิ่มข้อความไว้ด้านหลังสุดของบรรทัด เราสามารถทำได้อย่างรวดเร็วไม่ว่า cursor จะอยู่จุดไหนในบรรทัดนั้น โดยกด [Shift]+[a] (ต่อไปนี้จะเรียกปุ่มที่ต้องกด [Shift] ก่อนด้วยตัวใหญ่นะครับ เช่นกรณีนี้คือ [A]) แล้วเพิ่มข้อความครับ

เช่นเดียวกันกับการกด [I] จะเป็นการเพิ่มข้อความใหม่ไว้ด้านหน้าสุดของบรรทัดครับ (ในกรณีที่บรรทัดนั้นมีการ indent จะเป็นการเพิ่มข้อความหลัง indent ครับ)



ในกรณีที่พิมพ์ผิด เราสามารถกดปุ่ม [i] หรือ [a] แล้วค่อยใช้ปุ่ม [Backspace] หรือ [Delete] เพื่อลบข้อความตามปรกติก็ได้ (เมื่อลบเสร็จแล้วก็กด [Esc]) แต่เรามีวิธีที่รวดเร็วกว่านั้นคือใช้ [x] และ [X] ครับ



ถ้าแก้ไขข้อความแล้วไม่ชอบ สามารถ undo ได้โดยปุ่ม [u] และ redo ด้วย [Ctrl]+[r]ครับ



เนื่องจากว่าคราวนี้เราได้ทำการแก้ไขไฟล์ไปบ้างแล้ว การเซฟงานสามารถทำได้โดยการพิมพ์ :w filename หรือไม่ต้องมี filename ก็ได้ในกรณีที่เราเรียก vi โดยใส่ filename ตามตั้งแต่ต้น หรือถ้าต้องการเซฟงานแล้วออกโปรแกรมทันที ก็สามารถเรียก :wq filename ได้อีกด้วยครับ

November 4, 2011

vi: เปิดไฟล์มาบังคับซ้ายขวาบนล่าง

จุดเด่นของ vi อยู่ที่การบังคับ cursor เพราะในการใช้งานจริง เราไม่ได้พิมพ์เพิ่มไปเรื่อยๆ เพียงอย่างเดียว บางทีต้องย้อนกลับไปแก้ไขจุดเก่าๆ บ้าง การที่ต้องยกมือออกจาก home row ไปยังปุ่มลูกศร/จับเมาส์จึงดูไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ vi ตอบโจทย์ตรงนี้ด้วยการเอาปุ่มบังคับทิศทางมาอยู่บน home row ซะเลย (โมเดลต้นแบบ: ADM-3A) ตอนนี้เราจะยังไม่รีบร้อนพิมพ์ข้อความกันครับ เอาการบังคับ cursor ให้คล่องๆ ก่อนดีกว่า

ก่อนอื่น หาไฟล์เอกสาร (เอาแบบที่พิมพ์มาแล้วเยอะๆ นะ ไม่งั้นเลื่อน cursor ไม่สนุก) มาซักไฟล์ แล้วเปิดอ่านเอกสารทาง terminal ด้วยคำสั่ง

... ถ้าใครพลาดตรงนี้ไป ไม่ต้องออกโปรแกรมก็ได้ครับ ใน vi ให้พิมพ์

แล้วกด [Enter] ก็เปิดไฟล์ได้เช่นกัน หรือถ้าจำไม่ได้ว่าไฟล์ชื่ออะไร พิมพ์แค่

เพื่อเป็นการเปิด shell สำหรับดูไฟล์ของ vi (แต่การเลื่อน cursor เลือกไฟล์ก็จะเป็นแบบ vi ด้วย) ก็ย่อมได้ครับ



การเลื่อน cursor จริงๆ แล้วไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลยครับ เหมือนกับการใช้ [w] [a] [s] [d] เล่นเกมนั่นแหละ ขออย่างเดียวคือให้เปิดใจรับมัน แค่นั้นเองจริงๆ!

ลองฝึกเลื่อน cursor โดยใช้ [h] [j] [k] [l] ให้ชิน ไม่ต้องพึ่งปุ่มลูกศรตามที่เคยทำมานะครับ



ใน vi มีระบบ prefix number สำหรับ command แทบทุก command ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว มันจะหมายถึงการทำสิ่งนั้นๆ เป็นจำนวนกี่เท่าจากปรกติ

เช่น ถ้าเรากด [l] จะเป็นการเลื่อนลูกศรไปด้านขวา 1 ตัวอักษร การกด [5] [l] จะหมายความว่า ให้ทำการเลื่อนไปด้านขวา 5 ตัวอักษรนั่นเองครับ

อันนี้ก็ลองฝึกให้ชินด้วยเช่นกันนะ



เนื่องจากไม่มีการแก้ไขไฟล์ เราสามารถป้อนคำสั่ง :q [Enter] โดยไม่ต้องมีเครื่องหมาย ! ต่อท้าย (เหมือนตอนที่แล้ว) เพื่อออกโปรแกรมก็ได้ครับ

November 3, 2011

vi: ที่มาและเตรียมตัวใช้งาน

1954 กำเนิด Bill Joy
1961 กำเนิด Bram Moolenaar
1976 Joy ให้กำเนิด vi
1991 Moolenaar ให้กำเนิด Vim
2006 Vim เดินทางมาถึงรุ่นที่ 7

vi (วีไอ) คือ text editor ตัวหนึ่งที่ไม่ว่ามือใหม่หน้าไหนก็บ่นว่าใช้ยาก...

ที่มาของชื่อได้มาจากคำสั่ง visual ในโปรแกรม ex (ซึ่งก็คิดค้นโดย Joy นั้นแหละ) เพราะเป็นการเปิดโหมดดูเอกกสาร ส่วน Vim (Vi IMproved) ซึ่งเป็นเวอร์ชันพัฒนาของ vi อีกทีหนึ่ง ในที่นี้จะเขียนเกี่ยวกับ Vim เพราะมีลูกเล่นเยอะกว่า แต่โดยทั่วๆ ไปจะขอเรียกโปรแกรมนี้ว่า vi ตามแบบฉบับดั้งเดิม เพราะว่ามันสั้นและดูขลังดีครับ



ผู้ใช้ฝั่ง Windows ใช้ gVim ครับ download ได้ที่นี่

ส่วนฝั่ง Linux จะมี vi ติดมากับอยู่ทุกเครื่องอยู่แล้ว แต่ทางที่ดีลองสั่งติดตั้งโปรแกรม Vim ทับไปอีกทีนะครับ ไม่งั้นจะใช้บางฟังก์ชัน (ที่โคตรสำคัญ) อย่าง syntax highlight ไม่ได้ (ส่วน Mac OS X มี Vim ติดมาให้ด้วยเลยครับ)



เมื่อเข้าโปรแกรม เราจะเห็นหน้าตาต้อนรับประมาณนี้

(ตรงเครื่องหมาย _ คือตำแหน่ง cursor นะครับ)

ลอง hello world ซักหน่อย ขั้นแรก กดปุ่ม [i] บนคีย์บอร์ดก่อน (นิ้วกลางขวาบน) จะเห็นว่าบรรทัดล่างสุดเปลี่ยนเป็น

คราวนี้ พิมพ์ hello world! ลงไป เรียบแล้วกดปุ่ม [Esc] ก็เสร็จสิ้นกระบวนการทักทายชาวโลกแล้วครับ

สำหรับตอนแรกนี้ เอาแค่สวัสดีชาวโลก ง่ายๆ ก่อนนะครับ การออกโปรแกรมพิมพ์ :q! แล้วก็ [Enter] ครับ

ป.ล. ไม่ต้องกลัวงง ครั้งแรกผมก็เป็นเหมือนคุณนั่นแหละ